aRiceField

ถึงเวลา...ใส่ปุ๋ย

posted on 01 Sep 2008 12:23 by natnaja  in aRiceField

        คราวที่แล้วนาข้าวทดลองของเราได้ผ่านการดำนาไปเรียบร้อยแล้วนะคะ  ขอโทดจริงๆทีอัพช้าไปหน่อย  กว่าจะรวบรวมข้อมูลได้ครบใช้เวลาพอสมควรเลยค่ะ  เสียดายจริงๆที่ไม่มีรูปให้ดู เพราะเราไม่ได้ไป แต่วันที่ไปใส่ปุ๋ยแม่บอกว่าข้าวงามมากค่ะ  เอาไว้คราวหน้าจะเอารูปมาให้ดูนะคะ

           เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า....หลังจากที่เราดำนาแล้ว  เราต้องมียาหยอดปูมาหยอดค่ะ ราคาประมาณ 120 โดยหยอดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง  เพื่อป้องกันไม่ให้ปูนามาทำลายต้นข้าวของเราค่ะ

        และหลังจากดำนาประมาณ  20  วัน  เราก็จะเริ่มใส่ปุ๋ยรอบแรกค่ะ   ซึ่งเราเสียค่าฉีดปุ๋ยครั้งละ  500  บาทค่ะ   ต่อไปเรามาดูรายละเอียดของปุ๋ยที่ใช้กันค่ะ

  •  เกรทกรีนพลัส   ราคา ลิตรละ 195  บาท  โดยใช้  3-5 ซีซี หรือ 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร   เพื่อช่วยให้สารเคมีจับใบได้ดีขึ้น เปียกใบได้ทั่วถึง เพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ใบได้เร็วและมากขึ้น และลดการชะล้างของน้ำฝนและน้ำชลประทาน
  • โบโล-แคล ราคา กิโลกรัมละ 660 บาท  โดยผสม 5 กรัม หรือ 1 ช้อนตวง ต่อน้ำ 20 ลิตร  เพื่อช่วยป้องกัน ดอก - ผลร่วง ทำให้พืชแข็งแรงและช่วยในการออกดอก ขยายราก
  • เม็กก้า - ซิงค์  ราคา กิโลกรัมละ 525  บาท  โดยผสม 5 กรัม หรือ 1 ช้อนตวง ต่อน้ำ 20 ลิตร  เพื่อช่วยรักษาโรคพืชที่เกิดจากการขาดสังกะสี แก้ปัญหาการไม่ยืดตัว ,ใบเล็ก บิดเบี้ยว เป็นกระจุก
  • โกรแม็กซ์ สูตร 30-10-10 ราคา กิโลกรัมละ 90 บาท โดยผสม 75-100 กรัม (5-7 ช้อนแกง) ต่อน้ำ 20 ลิตร  เพื่อเร่งการเจริยเติบโททางลำต้นและใบ
  • ซิงโค - ไซด์  ราคา กิโลกรัมละ 321 บาท  โดยผสม 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร  เพื่อควบคุมและกำจัดเชื้อราในพืช แต่ไม่เป็นพิษต่อแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

               รวมๆแล้ว นาทดลองประมาณเกือบๆ 10 ไร่ ของเราใช้ปุ๋ยในการฉีดรอบแรกคิดเป็นเงินเฉลี่ยแล้วประมาณ 1000 บาท

                 สรุป...ในการฉีดปุ๋ยครั้งที่  1   ใช้ค่าใช้จ่ายทั้งหมด  1500 บาทค่ะ

อย่าลืม...ติดตามการฉีดปุ๋ยรอบ 2  นะคะ

 

เข้าที่...ระวัง...ไป...

posted on 18 Aug 2008 17:00 by natnaja  in aRiceField

ไปทำนากัน

คราวที่แล้วเราเริ่มรู้จักกับการทำนาอย่างคร่าวๆกันแล้ว

คราวนี้เรามาดูรายละเอียดของนาข้าวทดลองกันก่อนนะคะ

นาข้าวทดลองของเราอยู่ที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

(อยู่ใกล้ๆโรงเกลืออ่ะค่ะ บ้านเราชอบไปเดินมากๆ ทำเหมือนใกล้ๆเลย)

มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ แต่แบ่งเป็นบ่อปลาประมาณ 1 ไร่

เนื่องจากเราไม่ได้เป็นคนดูแลนาเอง

เราจึงต้องมีคนในพื้นที่ที่ไว้ใจได้หนึ่งคนเป็นผู้ดูแลนาให้เรา

โดยปกติแล้วลุงคนนี้แกรับจ้างดูแลนา แต่ไม่ได้ดูละเอียด

ชาวบ้านแถวนั้นเค้าจะให้ค่าจ้างประมาณ 1500 บาท

ไม่ใช่ต่อเดือนนะ 1500 บาทตลอดฤดูกาลทำนา

แต่ของเรา เราให้เค้า 3000 บาท เพราะเค้าต้องดูแลแทนเราทุกอย่าง

ทั้งรับส่งคนงานชาวต่างต่างชาติ(เขมร)  และดูแลทุกๆขั้นตอน

รวมถึงเปนค่าโทรศัพท์ติดต่อเราด้วย

เอาหล่ะที่เราก็มาเริ่มจากการเตรียมดิน

เราก็ต้องไถคราดเพื่อให้ดินพร้อมต่อการหว่านกล้า

โดยเสียค่าไถไร่ละ 600 บาท 10 ไร่ รวม 6000 บาท

(เสียดายจังที่ไม่มีรูปให้ดู วันที่เราไปเป็นวันที่เค้าดำนากันแล้ว)

เมล็ดข้าวที่เราเอามาหว่านก็คือข้าวที่ได้จากการปลูกข้าวปีก่อน

ที่ชาวนาเค้าเก็บเอาไว้ เรียกว่าการเพาะพันธุ์กล้า

ก็เสียค่าเพาะพันธุ์กล้า 1300 บาท ใช้พันธุ์กล้า 2 กระสอบครึ่ง

เสร็จแล้วเราก็จะรอให้ต้นกล้าสูงได้สักหนึ่งศอก

พอได้แล้วเราก็จะไปรับคนงานชาวต่างชาติมา

ทำการถอนกล้าแล้วก็ปักดำ

อ่ะดูชัดๆอีกที

ค่าจ้างถอนกล้า 2600 บาท

โดยนำต้นกล้าที่ได้มาปักลงไปในดินให้เป็นระเบียบ

เสร็จแล้วก็จะออกมาเป็นแบบนี้อ่ะคะ

ดูใกล้ๆ

 

ใกล้อีก

วันนี้ก็ได้เท่านี้อ่ะนะ ลุงเค้าบอกว่า

พรุ่งนี้อีกวันก็คงจะเสร็จโดยจ่ายค่าแรงคนงาน

สองวันประมาณ 30  คน คนละ 100 บาท

รวมแล้วก็ 3000 บาท พอดี

ก่อนกลับเราได้มีโอกาสแวะดูที่โรงสีข้าว

ได้เห็นวิถีชีวิตแบบต่างจังหวัดมากๆ ภูมิปัญญาชาวบ้านจิงๆ

 

ที่นี่เค้าจะสีข้าวให้ฟรี แต่มีข้อแม้ว่าทางโรงสีข้าวเค้าจะขอปลายข้าวเอาไว้

แล้วเค้าก็จะเอาปลายเข้าเหล่านั้นไปขายต่ออีกทีนึง

ในราคากิโลกรัมละ 7 บาท (แม่เราก็ซื้อไปให้อาหารปลาที่ทำงาน)

เอาหล่ะทีนี้ก็กลับกรุงเทพได้

(อ่อ..มาถึงนี่ต้องไม่ลืม แวะไป ช๊อปปิ้งที่ตลาดโรงเกลือก่อน)

มาดูเค้าทำนานี่ก็น่าสนุกดีนะเนี่ย

อ่านแล้วอยากจะลองมาดูกันบ้างมั้ยคะ?

 

 

edit @ 18 Aug 2008 20:36:45 by Matha

edit @ 18 Aug 2008 20:40:42 by Matha

ไปดูเค้าทำนาข้าวกัน

posted on 17 Aug 2008 06:30 by natnaja  in aRiceField

        เรื่องของเรื่องก้อคือ พ่อของเรามีที่ดินอยู่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเปนที่ที่ปู่ของเราให้มาและเป็นที่ซึ่งเอาไว้ทำนา แต่จิงๆแล้วครอบครัวเราไม่ค่อยเข้าไปยุ่งหรอก อาของเราเค้าจะเป็นคนดูแลแทน แล้วเราก้อแค่เอาข้าวมากินเฉยๆ  แต่ปีนี้เปนปีพิเศษ ที่ไม่รู้ว่าทำไม พ่อกะแม่เค้าเกิดนึกจากจะดูแลด้วยตัวเองขึ้นมา(แบบว่าตอนนั้นข้าวกำลังราคาดีมั้ง...อิอิ) ก้อเลยอยาจะแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่าเค้าต้องทำอย่างไรกันบ้าง เสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แล้วสุดท้ายจะได้กำไรงอกงามแค่ไหน  ...อย่าลืมติดตามกันนะคะ

        ก่อนอื่นเรามาดูขั้นตอนวิธีการทำนาโดยทั่วไปก่อนล่ะกันนะคะ

                                  การทำนาข้าว

ในประเทศไทย มีพื้นที่เพื่อการทำนามากกว่าการทำเกษตรชนิด อื่นๆ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกบางส่วน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้บางพื้นที่ แม้แต่บนเขาในภาคเหนือก็มีการปลูกข้าว จึงทำให้เห็นว่าผลผลิตข้าว

ในประเทศไทยจะมีปริมาณสูง เป็นเรื่องที่น่าจะยินดี แต่การผลิตข้าวในประเทศไทยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารพิษสารเคมีในการกำจัดและปราบศัตรูพืช รวมถึงการแก้ปัญหาโรคข้าวและการปราบหญ้ากันมาก ทำให้ข้าวไทยไม่เหมาะแก่การบริโภคมากนัก จึงทำให้เกรงว่าในปีต่อๆ ไป ข้าวไทยจะมีปัญหาเรื่องการตลาดอย่างหนัก เพราะตลาดโลกเข้มงวดกับผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นเกษตรเคมี ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น ลาว เวียดนาม กำลังส่งเสริมการผลิตข้าวที่ไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และงดการใช้สารพิษสารเคมีทั้งปวง โดยใช้เทคนิคเกษตรธรรมชาติ ซึ่งมีจุลินทรีย์ EM เป็นหลัก

 

การทำนาโดยใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ มีดังนี้

1. การเตรียมแปลงเพาะกล้าและการเพาะกล้า
มีข้อควรคำนึงในการเพาะกล้าบ้างเล็กน้อย คือ

  • อย่าเพาะให้กล้าแคระแกร็นหรืออวบเกินไป
  • ก่อนเพาะกล้าเลือกเมล็ดลีบหรือครึ่งลีบออกให้หมด
  • อย่าใส่ปุ๋ยแห้งก่อนไถ หรือก่อนคราด จะทำให้กล้ารากลึก ทำให้ถอนยาก
  • ควรใส่ปุ๋ยแห้งหลังจากเตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้วโรยโบกาฉิ ให้ทั่วแล้วใช้ไม้ยาวๆ เกลี่ยปุ๋ยให้ทั่วพื้นดินก่อนทอดกล้า
  • การเพาะกล้าจะใช้วิธีใดก็ได้ แต่ขอเสนอวิธีที่เป็นแนวทางได้ดังนี้

    - แยกเมล็ดลีบ โดยการนำไข่สด 2 ฟอง ใส่ในน้ำที่ใช้ คัดเมล็ดลีบ เติมเกลือจนกระทั่งไข่ทั้ง 2 ฟองลอย แช่พันธุ์ข้าวลงไปจะมีเมล็ดจมและลอย
    - แยกเมล็ดลีบที่ลอยให้หมด นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปล้างน้ำให้หายเค็ม
    - นำเมล็ดข้าวไปแช่น้ำ EM (EM + น้ำ 500 เท่า) ไว้ 6 ชม. จึงนำมาอบ หรือผึ่งในภาชนะที่ระเหยน้ำได้
    - รดน้ำผสม EM ทุกวันจนกระทั่งเมล็ดข้าวมีจุดขาวที่จมูกข้าว แสดงว่ารากเริ่มงอก
    - นำไปผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปหว่านในแปลงเพาะกล้าได้ อย่าปล่อยให้รากยาว
    - เพิ่มน้ำในแปลงเพาะกล้าตามความจำเป็น อย่าให้ลึก เกินไป ต้นกล้าจะผอม

2. การเตรียมแปลงนาดำ
ควรใส่ปุ๋ยแห้งประมาณ 250-300 กก. / ไร่ ก่อนไถหรือก่อนคราด ฉีดพ่น EM ขยายให้ทั่วด้วย หลังจากคราดแล้วหมักไว้ 15 วัน หากมีหญ้างอกให้ฉีดพ่น EM ขยาย และไถคราดอีกครั้งเพื่อปราบหญ้า

    - ลงมือปักดำได้
    - ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใส่ปุ๋ยแห้งอีก หากจำเป็นให้ใส่หลังปักดำไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เพราะช่วงนี้ต้นข้าวอยู่ระหว่างการเจริญเติบโต หากใส่ปุ๋ยแห้งรากจะลอยทำให้ต้นข้าวล้ม หากใส่ปุ๋ยแห้งก่อนไถหรือก่อนคราด รากข้าวจะหากินลึก ไม่ทำให้ต้นข้าวล้ม และการเพิ่มปุ๋ยแห้งบ่อยทำให้ข้าวงาม มีใบเยอะเช่นกัน และ มีจำนวนเมล็ดน้อยลงด้วย


    การใส่ปุ๋ยแห้ง ควรพิจารณาดังนี้
    - ใส่หลังเก็บเกี่ยว ฉีดพ่น EM ขยายแล้วไถกลบ หรือ
    - ใส่ก่อนการไถดำอีกครั้งถ้าจำเป็น หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ต้องไถปราบหญ้าที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นปุ๋ยด้วยการฉีดพ่นด้วย EM ขยายอย่างเดียวก็ได้

3. การเตรียมแปลงนาหว่าน
เหมือนการทำนาดำ คือ ควรใส่ปุ๋ยแห้งหลังการเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบ ฟางไว้ หากจะทำนาปรังต่อ หลังไถกลบแล้วคราดด้วย หมักไว้ 15 วัน เพื่อดูการงอกของวัชพืช หากมีฉีดพ่น EM ขยาย ไถ คราด อีกครั้ง จึงลงมือเพาะปลูก

4. การดูแลรักษาต้นข้าว

  • ฉีด EM ขยาย เดือนละ 1 ครั้ง
  • หากมีศัตรูพืข ฉีดพ่นสุโตจูสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • เมื่อข้าวออกรวงแล้ว จะฉีดพ่น EM ต้องใช้ EM ไม่ผสมกากน้ำตาล หากใช้ EM ขยายจะทำให้เมล็ดข้าวไม่สวย
  • ฉีดพ่นสารสกัดจากยอดพืชด้วยเสมอๆ ก็จะให้ผลผลิตและต้นข้าวแข็งแรงดี

5. การเก็บเกี่ยว
เนื่องจากข้าวธรรมชาติจะไม่แห้งหากพื้นนายังชื้นอยู่ จึงควรดูอายุของข้าวว่าควรเก็บเกี่ยวเมื่อใด ก็ดำเนินการตามนั้น

6. การปรับปรุงดินต่อเนื่อง
หมายถึงว่า หากจะให้พื้นที่นาดีขึ้นๆ หลังเก็บเกี่ยวควรใส่ปุ๋ยแห้ง พ่น EM แล้วไถกลบเลยทีเดียว จนกว่าฝนจะตกมา จึงไถดำหรือหว่าน จะได้ฟางไว้เป็นปุ๋ย และดินได้มีโอกาสปรับปรุงให้ดีขึ้น พยายามให้นามีอินทรีย์วัตถุมากๆ เช่น ให้มีฟาง (ไม่ควรเผา) ให้มีหญ้าเพื่อใช้เป็นปุ๋ยธรรมชาติต่อไป งดใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด หากอินทรีย์วัตถุน้อย ควรหามาเพิ่มจะเป็นมูลสัตว์ด้วยก็จะดีมาก ครั้งแรกใส่ปุ๋ยแห้งมากๆ ปีต่อไปก็ลดลงได้

7. ผลดีของการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ

  • ปกติข้าวธรรมชาติปลูกด้วย EM จะไม่ล้มอยู่แล้ว
  • การฉีดพ่น EM ควรฉีดพ่นให้ทั่ว หากให้ EM ด้วยการหยดไหลไปกับน้ำข้าวที่อยู่ห่างไกลจะมีความสมบูรณ์น้อย
  • นาธรรมชาติ ข้าวที่ปลูกในร่มรำไรจะไม่มีเมล็ดลีบเหมือนปลูกด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์
  • ข้าวมีรสชาติอร่อย กลิ่นหอม หุงต้มแล้วบูดช้ากว่าปกติ

edit @ 17 Aug 2008 09:08:26 by Matha

edit @ 18 Aug 2008 14:38:05 by Matha